นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เสนอผลตรวจสอบปัญหาทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคลากรท้องถิ่นปี 2568 ต่อนายกรัฐมนตรี โดยพบข้อบกพร่องและช่องว่างที่อาจเอื้อต่อการทุจริตตั้งแต่การกำหนดอัตราว่าง การจัดสอบ การจัดทำข้อสอบ การประกาศผล ไปจนถึงการเรียกบรรจุ ขณะที่ นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ยืนยันเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2569 ว่า กระทรวงมหาดไทยไม่ได้ยื้อการส่งข้อมูลให้ ป.ป.ช. แต่กำลังรวบรวมและตรวจสอบหลักฐานให้ครบถ้วน เพื่อดำเนินการกับผู้เกี่ยวข้องและคืนความเป็นธรรมแก่ผู้เข้าสอบโดยสุจริต
ปกรณ์ตรวจสอบโกงสอบท้องถิ่น พบปัญหาตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง
รายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายของนายปกรณ์ ซึ่งจัดทำตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ระบุว่า คณะกรรมการตรวจสอบได้พิจารณากระบวนการสอบแข่งขันอย่างละเอียด ตั้งแต่การกำหนดอัตราว่าง การอนุมัติจัดสอบ การจัดทำ TOR การว่าจ้างผู้ดำเนินการสอบ การตรวจข้อสอบ การประกาศผล ไปจนถึงการเรียกบรรจุ
ผลตรวจสอบพบว่า หลายขั้นตอนมีช่องว่างที่อาจเอื้อต่อการทุจริตและอาจไม่สอดคล้องกับกฎหมาย โดยเฉพาะประเด็นจำนวนอัตราว่างกับจำนวนผู้ได้รับการบรรจุ ซึ่งรายงานระบุว่า ก.กลางอนุมัติอัตราว่างไว้ 8,548 อัตรา แต่มีการบรรจุจริงถึง 15,520 อัตรา
นอกจากนี้ ก.กลางยังมีมติให้ ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. สามารถเรียกบรรจุบุคคลจากบัญชีผู้สอบขึ้นทะเบียนได้เองเมื่อมีอัตราว่าง โดยไม่ต้องเสนอผ่าน ก.กลางอีกครั้ง ซึ่งรายงานตั้งข้อสังเกตว่าอาจไม่สอดคล้องกับแนวทางควบคุมค่าใช้จ่ายด้านเงินเดือนและค่าตอบแทนของหน่วยงานท้องถิ่น
กสถ.ถูกตั้งข้อสังเกตเรื่องจัดสอบและควบคุมผู้รับจ้าง
ในส่วนของ คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) รายงานระบุว่า มีมติให้จัดสอบโดยไม่ได้หยิบยกประเด็นการทุจริตเรียกรับเงินในการสอบครั้งก่อนมาพิจารณา ทั้งที่เหตุการณ์ดังกล่าวเคยนำไปสู่คำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้ยกเลิกการสอบครั้งก่อน
ส่วนการจัดทำ TOR เพื่อจัดหาผู้รับจ้างจัดสอบ กสถ.มอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการ ซึ่งคือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เป็นผู้ดำเนินการ โดยไม่ได้พิจารณารายละเอียด TOR ด้วยตัวเอง ทั้งที่ กสถ.มีหน้าที่โดยตรงในการจัดการสอบให้ถูกต้อง เป็นธรรม และเที่ยงธรรม
รายงานยังระบุว่า กสถ.ไม่มีระบบควบคุมและกำกับผู้รับจ้างที่รัดกุมเพียงพอ แม้ TOR จะกำหนดให้ผู้รับจ้างรับผิดชอบการสอบในหลายด้านอย่างเบ็ดเสร็จ แต่เงื่อนไขดังกล่าวไม่ได้ทำให้ กสถ.พ้นจากความรับผิดชอบตามอำนาจหน้าที่ของกฎหมาย
พบความผิดปกติผลสอบ แก้คะแนนกระทบลำดับบรรจุ
ประเด็นสำคัญอีกส่วนคือการจัดทำและประกาศผลสอบ โดยรายงานพบว่าผลสอบภาค ก และภาค ข ที่นำมาประกาศไม่ตรงกับผลสอบที่ตรวจสอบพบ ขณะที่การรับรองผลสอบ กสถ.ไม่ได้ตรวจสอบรายละเอียด โดยอ้างว่าเป็นข้อมูลลับและรับรองจำนวนผู้สอบผ่านตามที่ฝ่ายเลขานุการเสนอ
จากหลักฐานทางดิจิทัล หรือ digital footprint รวมถึงคำให้การของผู้เกี่ยวข้อง ยังพบข้อมูลเกี่ยวกับการสั่งการและประสานงานให้เจ้าหน้าที่แก้ไขข้อมูลผลสอบหลายครั้ง โดยมีบางกรณีที่บุคคลภายนอกซึ่งไม่มีอำนาจหน้าที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการแก้ไขผลสอบที่ประกาศไปแล้ว
รายงานระบุว่า การแก้ไขคะแนนมีทั้งกรณีผู้สอบตกถูกปรับคะแนนให้เป็นผู้สอบผ่าน และผู้ที่สอบผ่านอยู่แล้วถูกเพิ่มคะแนน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อลำดับในบัญชีผู้สอบแข่งขันได้และโอกาสได้รับการเรียกบรรจุ โดยคณะกรรมการตรวจสอบเห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวมีลักษณะเป็นการทุจริตอย่างชัดแจ้ง และควรตรวจสอบผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม
เรียกบรรจุต่อแม้มีการจับกุมขบวนการทุจริต
สำหรับขั้นตอนการเรียกบรรจุ รายงานตั้งข้อสังเกตว่า กสถ.ยังคงเรียกบรรจุเพิ่มเติม แม้จะเกิดการจับกุมขบวนการทุจริตในการสอบแล้ว โดยให้เหตุผลว่ากังวลว่าจะถูกฟ้องร้อง หากหยุดกระบวนการดังกล่าว
นายปกรณ์จึงเสนอให้กระทรวงมหาดไทยและกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นดำเนินการกับผู้เกี่ยวข้องตามกฎหมายอย่างจริงจัง ทั้งความรับผิดทางแพ่ง อาญา ปกครอง และมาตรฐานทางจริยธรรม รวมถึงตรวจสอบเพิ่มเติมว่ามีบุคคลอื่นเกี่ยวข้องกับกระบวนการทุจริตอีกหรือไม่
ขณะเดียวกัน ยังเสนอให้ทบทวนว่าควรให้ กสถ.เป็นหน่วยงานจัดสอบต่อไปหรือไม่ หากพบว่ากลไกเดิมมีปัญหา ควรพิจารณามอบหมายหน่วยงานอื่นและปรับโครงสร้างการบริหารจัดการให้มีหลักธรรมาภิบาลมากขึ้น

เสนอจัดทำผลสอบใหม่ แยกผู้แก้คะแนนโดยมิชอบ
ข้อเสนออีกส่วนคือให้ กสถ.จัดทำคะแนนและบัญชีรายชื่อผู้สอบผ่านภาค ก และภาค ข ใหม่ โดยแยกผู้ที่ปรากฏหลักฐานว่ามีการแก้ไขคะแนนโดยมิชอบออกจากบัญชี พร้อมทบทวนมติรับรองผลสอบครั้งที่ 16/2568 และครั้งที่ 4/2569
นอกจากนี้ ให้พิจารณาเพิกถอนประกาศผลการขึ้นบัญชีหรือการบรรจุแต่งตั้งผู้ที่ไม่มีสิทธิ รวมถึงติดตามเรียกเงินเดือนและค่าตอบแทนที่จ่ายไปโดยไม่ชอบคืนให้แก่ราชการ เพื่อจำกัดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น
รายงานยังเสนอให้ปรับปรุงมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการสอบแข่งขัน พ.ศ. 2560 และส่งข้อมูลผู้เกี่ยวข้องกับการทุจริตให้สำนักงาน ก.พ. รวบรวมเป็นฐานข้อมูลกลาง เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลที่มีประวัติเกี่ยวข้องกับการทุจริตสามารถสมัครสอบเข้ารับราชการหรือหน่วยงานรัฐอื่นได้อีก
มหาดไทยยันไม่ยื้อส่งข้อมูลให้ ป.ป.ช.
ด้านนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ ยืนยันว่า กระทรวงมหาดไทยไม่ได้มีเจตนายื้อเวลาหรือชะลอการส่งข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริตสอบท้องถิ่นให้ ป.ป.ช. ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวม ตรวจสอบ และจัดทำข้อมูลกับเอกสารหลักฐานให้ครบถ้วนตามกระบวนการ ก่อนส่งมอบให้หน่วยงานที่มีอำนาจตรวจสอบ
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยระบุว่า กระทรวงพร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานตรวจสอบอย่างเต็มที่ โดยเป้าหมายคือการค้นหาข้อเท็จจริงและผู้เกี่ยวข้องให้ครบถ้วน ไม่ใช่การปกป้องบุคคลใด พร้อมย้ำว่าหากพบหลักฐานถึงผู้ใด จะต้องดำเนินการตามกฎหมาย
นายวรศิษฎ์ยังย้ำว่า การตรวจสอบต้องครอบคลุมตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ไม่ควรเร่งสรุปความผิดก่อนตรวจสอบหลักฐานให้ครบ เพราะเป้าหมายไม่ใช่เพียงการหาผู้กระทำผิดให้เร็วที่สุด แต่ต้องระบุตัวผู้กระทำผิดให้ถูกต้อง และไม่ปล่อยให้ผู้เข้าสอบที่สุจริตต้องได้รับผลกระทบจากการกระทำของผู้อื่น

