นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ลงนามนำความกราบบังคมทูลเพื่อขอให้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ พ้นจากตำแหน่งประธานกรรมการและกรรมการ กสทช. แล้ว เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 หลังศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องและจำหน่ายคดีที่ นพ.สรณ ยื่นขอเพิกถอนมติคณะกรรมการสรรหา กสทช. ส่งผลให้ฝ่ายบริหารเดินหน้ากระบวนการตามกฎหมายได้ ขณะที่ปัญหาความเห็นต่างภายในบอร์ด กสทช. ทำให้การประชุมล่มต่อเนื่องถึง 4 ครั้ง
อนุทินลงนามนำความกราบบังคมทูลฯ ปมนพ.สรณ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 11 สิงหาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามนำความกราบบังคมทูลเพื่อขอให้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ นพ.สรณ พ้นจากตำแหน่งประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช.
การดำเนินการดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องและจำหน่ายคดีที่ นพ.สรณ ยื่นฟ้องเพื่อขอให้เพิกถอนมติของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ทำให้ฝ่ายบริหารสามารถเดินหน้ากระบวนการที่เกี่ยวข้องตามกรอบกฎหมายต่อไป
ทั้งนี้ การลงนามนำความกราบบังคมทูลฯ เป็นขั้นตอนหนึ่งของกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการพ้นจากตำแหน่ง ขณะที่การพ้นจากตำแหน่งตามกรณีดังกล่าวยังต้องเป็นไปตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้องต่อไป
คณะกรรมการสรรหาฯ มีมติเอกฉันท์ ปมคุณสมบัติ นพ.สรณ
จุดเริ่มต้นของปัญหาเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 เมื่อคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. มีมติเป็นเอกฉันท์ 4 ต่อ 0 เห็นว่า นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย จากประเด็นเกี่ยวกับการดำรงตำแหน่งหรือหน้าที่อื่นที่อาจมีลักษณะทับซ้อนกับตำแหน่งกรรมการ กสทช.
มติดังกล่าวนำไปสู่ข้อถกเถียงเกี่ยวกับสถานะของ นพ.สรณ ว่าจะต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ขณะที่ นพ.สรณ ไม่เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าวและดำเนินการทางกฎหมายเพื่อขอให้มีการเพิกถอนมติของคณะกรรมการสรรหา กสทช.
ประเด็นดังกล่าวกลายเป็นข้อพิพาทสำคัญภายใน กสทช. เนื่องจากสถานะของประธานมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับการดำเนินการประชุมและการใช้อำนาจของคณะกรรมการทั้ง 7 คน

ศาลปกครองกลางไม่รับฟ้อง เปิดทางรัฐบาลเดินหน้าตามกฎหมาย
ต่อมาเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องและจำหน่ายคดี กรณี นพ.สรณ ยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนมติคณะกรรมการสรรหา กสทช. ทำให้กระบวนการของฝ่ายบริหารสามารถเดินหน้าต่อได้
คำสั่งของศาลจึงถือเป็นอีกจุดเปลี่ยนสำคัญของสถานการณ์ เนื่องจากรัฐบาลสามารถดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการพ้นจากตำแหน่งของ นพ.สรณ ตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด
หลังจากนั้น ในวันที่ 11 สิงหาคม นายอนุทินยืนยันว่าได้ลงนามนำความกราบบังคมทูลเพื่อขอให้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ นพ.สรณ พ้นจากตำแหน่งประธานกรรมการและกรรมการ กสทช. แล้ว พร้อมย้ำว่าการดำเนินการเป็นไปตามขั้นตอนและกรอบของกฎหมาย
บอร์ด กสทช. ล่ม 4 นัด ปมสถานะประธานยังค้าง
การดำเนินการของรัฐบาลเกิดขึ้นท่ามกลางปัญหาความขัดแย้งภายใน กสทช. หลังการประชุมคณะกรรมการไม่สามารถดำเนินการต่อได้หลายครั้ง เนื่องจากกรรมการบางส่วนไม่เข้าร่วมประชุมร่วมกับ นพ.สรณ จากความกังวลเกี่ยวกับสถานะทางกฎหมายของประธาน
การประชุมที่ล่มต่อเนื่อง 4 ครั้ง ส่งผลให้การพิจารณาวาระต่าง ๆ ของ กสทช. ต้องหยุดชะงัก และทำให้เกิดคำถามถึงผลกระทบต่อการทำงานขององค์กร ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมของประเทศ
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่าข้อพิพาทเรื่องสถานะของประธาน กสทช. ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะประเด็นด้านตำแหน่ง แต่ยังส่งผลต่อการทำงานของคณะกรรมการทั้งชุดและการตัดสินใจในเรื่องที่อยู่ในความรับผิดชอบขององค์กร
จับตาขั้นตอนหลังนายกฯ ลงนามทูลเกล้าฯ
หลังนายกรัฐมนตรีลงนามนำความกราบบังคมทูลฯ แล้ว ประเด็นที่ต้องติดตามต่อคือกระบวนการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการพ้นจากตำแหน่งของ นพ.สรณ รวมถึงผลที่จะเกิดขึ้นต่อโครงสร้างและการทำงานของ กสทช. หลังจากสถานะประธานมีความชัดเจนมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ยังต้องติดตามว่าการประชุม กสทช. จะสามารถกลับมาดำเนินการได้ตามปกติหรือไม่ และกรรมการแต่ละคนจะมีท่าทีอย่างไรต่อสถานการณ์ หลังจากปัญหาสถานะของ นพ.สรณ เป็นเหตุให้การประชุมล่มต่อเนื่องหลายครั้ง

