เวียดนามเสนอ ร่างกฎหมายอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของเวียดนามเสนอสิ่งจูงใจตั้งแต่ลดหย่อนภาษีไปจนถึงส่งออกฟาสต์แทร็ก ผู้แทนภาคธุรกิจเอกชนมองว่า เป็นตัวชี้วัดที่ดีว่า เวียดนามที่เศรษฐกิจกำลังโตเร็วจริงจังมากแค่ไหนในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากบริษัทชิป
วันที่ 5 กันยายน 2024 นิกเคอิ เอเชีย (Nikkei Asia) รายงานว่า เวียดนามกำลังดึงดูดบริษัทเซมิคอนดักเตอร์หรือชิป อย่างเอ็นวิเดีย (Nvidia) และบีซี (Besi) ด้วยการเสนอร่างกฎหมายจูงใจตั้งแต่การลดหย่อนภาษีไปจนถึงกระบวนการส่งออกโดยใช้ช่องฟาสต์แทร็ก
ร่างกฎหมายอุตสาหกรรมเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Technology หรือ DTI ) ลงรายการแรงจูงใจเพิ่มเติมอย่างอนุญาตให้ธุรกิจแก้ไขข้อผิดพลาดทางบัญชี 150 % ของค่าใช้จ่ายเพื่อการวิจัยของบริษัทและการเร่งรัดวีซ่า ใช้ที่ดินฟรีโดยไม่เสียค่าเช่า 10 ปี นอกจากการเร่งรัดงานเอกสารและการยกเว้นภาษีชั่วคราวในวัสดุที่นำเข้าและรายได้ส่วนบุคคล สำหรับโครงการมูลค่าตั้งแต่ 160 ล้านดอลล่าร์สหรัฐหรือราว 5.3 พันล้านบาทหรือมากกว่า
แม้ร่างกฎหมายครอบคลุมถึงอุตสากรรมอื่นๆด้วย แต่อุทิศหมวดหนึ่งให้ชิปอย่างเดียว ซึ่งน่าสนใจ โดยเมื่อช่วงต้นปีนี้ นักลงทุนจากบีซี ผู้ผลิตอุปกรณ์ชิป จากเนเธอร์แลนด์ ซึ่งกำลังลงทุนระยะแรก 4.9 ล้านดอลล่าร์สหรัฐหรือราว 165 ล้านบาท ในขณะที่เอ็นวิเดีย ซึ่งร่วมมือกับบริษัทในท้องถิ่นอย่างเอฟพีที (FPT) ในการสร้างโรงงานปัญญาประดิษฐ์ในเวียดนาม
มันห์ ฮุง-ตร่อง (Manh-Hung Tran) หุ้นส่วนบริษัทเบเกอร์ แมกเคนซี ตัวแทนภาคเอกชนที่ได้รับเชิญให้มาสะท้อนร่างกฎหมายกล่าวว่า ร่างกฎหมายนี้เป็นตัวชี้วัดอย่างดีว่า เวียดนามจริงจังมากแค่ไหนในการดึงดูดบริษัทชิป
เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา ผู้บริหารบริษัทชิปสหรัฐตั้งแต่นายแพทริก พี. เกลซิงเกอร์ ประธานกรรมการบริหารบริษัทอินเทล (Intel) และนายเจนเซ่น หวง ประธานกรรมการบริหารเอ็นวิเดียเยือนกรุงฮานอย ส่งผลให้สื่อท้องถิ่นรายงานเกี่ยวกับว่ารัฐบาลเวียดนามจะชนะใจ 2 ผู้บริหารจากบริษัทชิประดับโลกอย่างไร แต่ทางการเวียดนามสะท้อนเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวออกมาน้อย จนกระทั่งร่างกฎหมายฉบับนี้ได้สะท้อนผลลัพธ์ออกมาให้เห็นกันแล้ว ทั้งนี้ กฎหมายมีผลบังคับใช้อย่างเร็วที่สุดในกลางปี 2025
สิ่งล่อใจนี้ถูกกำหนดมาบนความพยายามของเวียดนามที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตชิป รวมถึงการลงทุนในพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน และการฝึกอบรม สิ่งล่อใจทั้งหมดนี้ก็ยังถือว่ายังด้อยกว่าประเทศที่มีอุตสาหกรรมขั้นสูงกว่าที่สามารถนำเสนอได้
เวียดนามออกกฎเพื่อฉวยใช้ประโยชน์จากสงครามเทคโนโลยีจีนและสหรัฐที่ผลักให้บริษัทชิปและบริษัทอื่นๆหาทางกระจายความเสี่ยงห่วงโซ่อุปทานของบริษัทตน แต่รัฐบาลเวียดนามอาจจำเป็นต้องพิจารณาว่า มาตรการจูงใจดังกล่าวสอดคล้องกับสนธิสัญญาโลกว่าด้วยอัตราภาษีนิติบุคคลขั้นต่ำฉบับใหม่หรือไม่ด้วย ซึ่งร่างกฎหมายนี้ต้องตอบคำถามให้ได้ว่า จะเสนอสิ่งล่อใจได้อย่างไรในขณะที่ก็ต้องทำตามอัตราภาษีนิติบุคคลขั้นต่ำ 15 % ซึ่งเสนอโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือโออีซีดี ซึ่งกว่า 140 ประเทศให้การสนับสนุน
แม้ว่าหลายธุรกิจกำลังลอบบี้ เพื่อหาสิ่งอื่นมาทดแทนอย่างการอุดหนุนเป็นเงินสดหรือเครดิตภาษี ซึ่งก่อนหน้านี้บริษัทอินเทลระบุว่า เวียดนามควรทำให้นโยบายจูงใจทันสมัยเพื่อสนับสนุนนักลงทุนทั้งในปัจจุบันหรือรายใหม่เพื่อยังคงรักษาความสามารถในการแข่งขันได้ของเวียดนาม แต่เงินสดและผลประโยชน์อื่นๆทำให้รัฐบาลมีต้นทุน การออกระบบสิ่งจูงใจใหม่จะไปสร้างขั้นตอนการบริหารจัดการเพิ่มเติม เช่น กระบวนการสมัครและประเมินสิ่งจูงใจ ตลอดจนการตรวจสอบภายหลังเพื่อให้แน่ใจว่าระบบได้รับการปฏิบัติอย่างเหมาะสม และบรรลุวัตถุประสงค์โดยไม่ขาดทุน
นอกจากการขาดแคลนไฟฟ้าและทักษะต่างๆ อุตสาหกรรมชิปเจอความท้าทายอื่นๆที่รวมถึงเวียดนามเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่สหรัฐห้ามเอ็นวิเดียจากการส่งออกชิปไฮเอนด์จำนวนหนึ่ง เนื่องจากเกรงว่า ลงท้ายแล้วชิปก้าวหน้าเหล่านี้จะข้ามพรมแดนไปยังจีน

