ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เปิดเผยเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงแนวทางการแก้ปัญหาการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยระบุว่าได้เตรียมแนวทางพูดคุยกับโรงเรียนปอเนาะและตาดีกาไว้แล้ว แม้ยังไม่เปิดเผยรายละเอียด พร้อมย้ำว่าปัญหาดังกล่าวเกี่ยวข้องทั้งด้านการศึกษา ความปลอดภัย และความมั่นคง ขณะเดียวกันยังแง้มการประชุมพรรคเพื่อไทยวันที่ 24 เมษายน เตรียมปรับบุคลากรให้เหมาะสมกับภารกิจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพรรคและรัฐบาล
เดินหน้าคุยปอเนาะ-ตาดีกา เน้นสมดุลการศึกษาและความมั่นคง
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ กล่าวถึงแนวทางการพัฒนาการศึกษาในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ว่า ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการ ได้เตรียมความพร้อมในหลายด้าน เพื่อรองรับการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ
เขายอมรับว่าพื้นที่ดังกล่าวมีความท้าทายหลายมิติ ไม่ใช่เพียงเรื่องการศึกษาเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงความปลอดภัยและความมั่นคง ซึ่งต้องดำเนินควบคู่กันไป โดยรัฐบาลพยายามผลักดันแนวทางที่สร้างความเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำ และบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่
ในประเด็นการพูดคุยกับโรงเรียนปอเนาะและตาดีกา ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาศาสนาอิสลามในพื้นที่ ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงความคืบหน้าในการหารือกับ ประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดย ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ระบุเพียงว่าได้เตรียมแนวทางไว้แล้ว แต่ยังไม่ขอเปิดเผยรายละเอียดในขณะนี้
ถกทรัพย์สินทางปัญญา ดันเศรษฐกิจมูลค่าสูง
ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ มีกำหนดเข้าหารือกับ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่กระทรวงพาณิชย์ เพื่อหารือเกี่ยวกับการขับเคลื่อนนโยบายด้านทรัพย์สินทางปัญญา
การหารือดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อยกระดับสินค้าไทยให้มีมูลค่าสูงขึ้น ผ่านการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถทางเศรษฐกิจและการแข่งขันในตลาดโลก โดยอาจมีการแถลงความคืบหน้าอย่างเป็นทางการในลำดับต่อไป
เพื่อไทยเตรียมปรับคน เพิ่มความคล่องตัวทำงาน
ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ยังกล่าวถึงการประชุมพรรคในวันที่ 24 เมษายนว่า จะเป็นการรายงานผลการลงพื้นที่ของสมาชิกพรรค รวมถึงการกำหนดแผนงานทั้งระยะสั้นและระยะยาว
เขาอธิบายว่า การประชุมครั้งนี้จะเน้นการบูรณาการการทำงาน และปรับบุคลากรให้เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ เนื่องจากสมาชิกบางส่วนมีบทบาทหลายด้าน ทั้งในฝ่ายบริหารและฝ่ายการเมือง ซึ่งจำเป็นต้องจัดสรรหน้าที่ให้เหมาะสมกับสถานการณ์
พร้อมยืนยันว่าการปรับเปลี่ยนดังกล่าวเป็นเรื่องปกติของพรรคการเมือง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความคล่องตัวในการทำงาน ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างขนาดใหญ่ แต่เป็นการปรับให้สอดรับกับภารกิจเร่งด่วนของรัฐบาลในปัจจุบัน


