วันที่ 24 เมษายน 2569 ศาลฎีกามีคำสั่งรับฟ้องคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยื่นฟ้อง พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล พร้อมอดีต สส.พรรคก้าวไกลรวม 44 คน กรณีเสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาทเมื่อปี 2564 โดยถูกกล่าวหาว่าฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ขณะเดียวกัน ศาลมีคำสั่งให้ สส.พรรคประชาชน 10 คนที่เกี่ยวข้อง ไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างการพิจารณาคดี สร้างความสนใจในแวดวงการเมืองทันที
ศาลฎีการับคำฟ้อง คดีจริยธรรมร้ายแรง 44 อดีต สส.
กรณีดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นจากการที่ ป.ป.ช. ตรวจสอบการเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งเกี่ยวข้องกับประเด็นความผิดฐานหมิ่นประมาท โดยเห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวอาจเข้าข่ายฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างร้ายแรง
ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่าคำฟ้องมีมูลเพียงพอ จึงมีคำสั่งรับไว้พิจารณา ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในกระบวนการยุติธรรม และทำให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการไต่สวนข้อเท็จจริงตามกฎหมายต่อไป โดยคดีนี้ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเกี่ยวข้องกับนักการเมืองระดับแกนนำจำนวนมาก
10 สส.พรรคประชาชน ไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่
ในจำนวนผู้ถูกฟ้อง 44 คน มี 10 คนที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็น สส.สังกัดพรรคประชาชนในสภาผู้แทนราษฎรชุดปัจจุบัน ซึ่งศาลฎีกามีคำสั่งชัดเจนว่า “ไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่” ระหว่างการพิจารณาคดี
รายชื่อ สส.ทั้ง 10 คน ได้แก่
- ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
- ศิริกัญญา ตันสกุล
- รังสิมันต์ โรม
- วาโย อัศวรุ่งเรือง
- ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล
- ณัฐวุฒิ บัวประทุม
- สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ
- ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์
- ธีรัจชัย พันธุมาศ สส.กรุงเทพ
- เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กรุงเทพ
คำสั่งดังกล่าวถือเป็นข้อยกเว้นสำคัญ เนื่องจากโดยหลักทั่วไป เมื่อศาลรับฟ้องคดีลักษณะนี้ ผู้ถูกกล่าวหามักต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
ไขความมาตรา 235 ผลกระทบต่อสถานะทางการเมือง
รัฐธรรมนูญมาตรา 235 กำหนดหลักการสำคัญว่า เมื่อศาลฎีกาหรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองรับฟ้อง ผู้ถูกกล่าวหาต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคำพิพากษา อย่างไรก็ตาม ศาลมีดุลพินิจสั่งเป็นอย่างอื่นได้ ซึ่งในคดีนี้ ศาลได้ใช้ดุลพินิจดังกล่าว
หากในอนาคตมีคำพิพากษาว่าผิดจริง ผู้ถูกตัดสินจะพ้นจากตำแหน่งนับตั้งแต่วันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่ และอาจถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง รวมถึงสิทธิทางการเมืองอื่น ๆ เป็นระยะเวลาสูงสุดถึงตลอดชีวิตในบางกรณี ซึ่งถือเป็นบทลงโทษที่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเส้นทางการเมือง
จับตาผลคดี กระทบสมดุลการเมืองไทย
คดีนี้ถูกมองว่าเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองไทย เนื่องจากเกี่ยวข้องกับอดีตและปัจจุบัน สส.จำนวนมาก รวมถึงบุคคลสำคัญในพรรคการเมืองที่มีบทบาทในสภา
นักวิเคราะห์มองว่าผลของคดีอาจส่งผลต่อสมดุลอำนาจในสภาผู้แทนราษฎร และทิศทางการดำเนินนโยบายของพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะหากมีคำพิพากษาที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสถานะของ สส.ในอนาคต

