อนุทิน ชาญวีรกูล แสดงความมั่นใจหลังพรรคภูมิใจไทยชนะเลือกตั้งซ่อมกาญจนบุรี ย้ำเป็นสัญญาณบวกจากประชาชน พร้อมประกาศพรรคพร้อมเลือกตั้งตลอดเวลา
เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) แสดงความมั่นใจภายหลังพรรคคว้าชัยในการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. เขต 4 จังหวัดกาญจนบุรี โดยระบุว่าเป็นสัญญาณบวกที่สะท้อนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการทำงานของพรรค พร้อมประกาศจุดยืนว่า “พร้อมเลือกตั้งทุกเวลา” เพราะสถานการณ์การเมืองอาจเกิดความเปลี่ยนแปลงได้ตลอด
“อนุทิน” มั่นใจ ประชาชนเชื่อมั่นภูมิใจไทย
นายอนุทิน ชาญวีรกูล กล่าวถึงผลการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. เขต 4 จังหวัดกาญจนบุรี ว่าเป็น “นิมิตหมายที่ดี” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อพรรคภูมิใจไทย ทั้งในระดับพื้นที่และทั่วประเทศ เขาย้ำว่า สิ่งที่พรรคทำเพื่อพี่น้องประชาชนไม่ได้จำกัดอยู่แค่จังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง แต่เป็นนโยบายที่ตั้งใจจะสร้างประโยชน์ต่อคนไทยทุกภูมิภาค
หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยยังระบุว่า ความสำเร็จในการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้เป็นผลจากความทุ่มเทของทีมงานและความต่อเนื่องในการทำงานของพรรค ที่มุ่งเน้นผลลัพธ์จริงให้กับประชาชน โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจท้องถิ่นและการสร้างความเชื่อมั่นในนโยบายของรัฐบาล
ชนะเพื่อไทย 2 เขตติด ย้ำ “พร้อมเลือกตั้งทุกเวลา”
ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงการที่พรรคภูมิใจไทยสามารถเอาชนะพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งซ่อมถึง 2 เขตติดต่อกัน ทั้งในจังหวัดศรีสะเกษและกาญจนบุรี ว่าสะท้อนถึงกระแสที่ดีกว่าหรือไม่ นายอนุทินตอบอย่างระมัดระวังว่า พรรคพยายามทำงานให้ดีที่สุดในทุกพื้นที่โดยไม่เปรียบเทียบกับพรรคใด
เมื่อถูกถามถึงความพร้อมในการเลือกตั้งครั้งหน้า นายอนุทิน ย้ำชัดว่า พรรคพร้อมมาตั้งแต่ถอนตัวออกจากรัฐบาลผสมเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา พร้อมระบุว่า “อะไรก็เกิดขึ้นได้” ก่อนถึงวันที่ 31 มกราคม 2569 ซึ่งเป็นเส้นตายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยไม่ตอบชัดเจนถึงความเป็นไปได้ของการยุบสภาก่อนกำหนด
สัญญาณทางการเมือง: ภท.กำลังขยายฐานความนิยม
ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งซ่อมต่อเนื่องสองจังหวัด ถูกมองว่าเป็นการส่งสัญญาณทางการเมืองสำคัญว่าพรรคยังคงรักษาฐานเสียงในระดับท้องถิ่นได้อย่างแข็งแกร่ง ขณะเดียวกันก็สะท้อนภาพลักษณ์ของพรรคในฐานะ “พรรคกลาง” ที่สามารถทำงานร่วมกับหลายฝ่าย
การแสดงความพร้อมเลือกตั้งของนายอนุทิน ยังถูกตีความว่าเป็นการส่งสัญญาณเตรียมรับมือความไม่แน่นอนทางการเมืองในอนาคต โดยเฉพาะท่ามกลางกระแสข่าวเรื่องการยุบสภาและการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่อาจเกิดขึ้นก่อนกำหนด


