สมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชาและรักษาการประมุขแห่งรัฐ ออกมาแสดงความเสียใจต่อกรณีที่ไทยประกาศยกเลิกบันทึกความเข้าใจปี 2544 หรือ MOU 44 ซึ่งใช้เป็นกรอบการเจรจาข้อพิพาททางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชามานานกว่า 25 ปี พร้อมระบุว่าความล่าช้าในการเจรจาส่วนหนึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงนายกรัฐมนตรีของไทยหลายครั้งหลังรัฐประหารปี 2549 ขณะเดียวกัน กัมพูชายืนยันสนับสนุนการใช้กลไกภายใต้ UNCLOS หรืออนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล เพื่อแก้ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทยอย่างเป็นธรรมและเป็นสากล
กัมพูชาหนุนใช้ UNCLOS แทนกลไก MOU 44 หลังไทยถอนตัว
แถลงการณ์ของฝ่ายกัมพูชาระบุว่า รัฐบาลพนมเปญไม่เห็นด้วยกับข้อกล่าวหาที่ว่า กัมพูชาพยายามทำให้ข้อพิพาททวิภาคีกลายเป็นประเด็นระหว่างประเทศ หรือเปิดทางให้บุคคลที่สามเข้ามาแทรกแซง โดย สมเด็จ ฮุน เซน ย้ำว่า ไทยไม่ควรกดดันให้กัมพูชาจัดตั้งกลไกเจรจาใหม่ขึ้นมาทดแทน MOU 44 ที่ฝ่ายไทยเป็นผู้ยกเลิกฝ่ายเดียว
ผู้นำกัมพูชายังเสนอว่า กระบวนการแก้ไขข้อพิพาทควรเดินหน้าภายใต้กรอบของ UNCLOS โดยตรง เนื่องจากเป็นกลไกที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และเปิดโอกาสให้มีตัวกลางหรือบุคคลที่สามเข้ามาช่วยสร้างความเป็นธรรมในการเจรจา ซึ่งสอดคล้องกับจุดยืนของรัฐบาลกัมพูชาภายใต้การนำของ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่ประกาศไว้ก่อนหน้านี้
ฮุน เซน ชี้ไทยเปลี่ยนผู้นำบ่อย เป็นหนึ่งในเหตุเจรจาล่าช้า
สมเด็จ ฮุน เซน เปิดเผยว่า เขาติดตามและมีส่วนร่วมในกระบวนการหารือเรื่องเขตแดนทางทะเลกับไทยมาตั้งแต่ยุครัฐบาลของ ชาติชาย ชุณหะวัณ ก่อนจะมีการลงนาม MOU 44 ในปี 2544 เพื่อใช้เป็นกรอบความร่วมมือด้านการเจรจาระหว่างสองประเทศ
อย่างไรก็ตาม เขาแสดงความเสียใจต่อการที่ไทยยกเลิกข้อตกลงดังกล่าว โดยระบุว่าการอ้างเหตุผลว่า “ไม่มีความคืบหน้า” ควรต้องย้อนกลับมาพิจารณาปัจจัยทางการเมืองภายในของไทยด้วย เนื่องจากประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงนายกรัฐมนตรีหลายครั้งนับตั้งแต่การรัฐประหารปี 2549 ซึ่งส่งผลต่อความต่อเนื่องของกระบวนการเจรจา
ผู้นำกัมพูชายังเปรียบเทียบว่า ฝั่งกัมพูชายังคงรักษาโครงสร้างและทิศทางการเจรจาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในยุครัฐบาลของเขาและรัฐบาลปัจจุบันภายใต้ ฮุน มาเนต โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของแนวทางการพูดคุย ขณะที่ไทยมีการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีหลายครั้ง จึงอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้กระบวนการหารือล่าช้า
ย้อนบทบาทรัฐบาลไทยในอดีต เดินหน้าเจรจาแม้เปลี่ยนรัฐบาล
แม้จะสะท้อนปัญหาความต่อเนื่องทางการเมืองของไทย แต่ สมเด็จ ฮุน เซน ก็ยอมรับว่า ผู้นำไทยในหลายยุคยังคงมีความตั้งใจในการเดินหน้าเจรจา โดยยกตัวอย่างรัฐบาลของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีไทย และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่เคยเข้าพบเขาเมื่อปี 2553 เพื่อหารือเกี่ยวกับข้อพิพาททางทะเลระหว่างสองประเทศ
ท่าทีดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาจะเผชิญแรงกดดันจากประเด็นเขตแดนและผลประโยชน์ด้านพลังงานในอ่าวไทย แต่ทั้งสองฝ่ายยังคงเปิดช่องทางการเจรจาทางการทูตอย่างต่อเนื่องตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา
วุฒิสภากัมพูชาย้ำอ่าวไทยต้องเป็นพื้นที่แห่งสันติภาพ
วุฒิสภากัมพูชาออกแถลงการณ์สนับสนุนรัฐบาลในการใช้กลไกไกล่เกลี่ยภาคบังคับภายใต้ UNCLOS เพื่อคลี่คลายข้อพิพาททางทะเล พร้อมย้ำว่า MOU 44 ตลอดระยะเวลากว่า 25 ปีที่ผ่านมา ถือเป็นกรอบความร่วมมือสำคัญที่ทั้งไทยและกัมพูชาใช้แก้ปัญหาอย่างสันติบนพื้นฐานของการเจรจาและความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี
นอกจากนี้ ฝ่ายกัมพูชายังย้ำว่า อ่าวไทยควรเป็นพื้นที่แห่งสันติภาพ เสถียรภาพ และความร่วมมือทางเศรษฐกิจร่วมกัน พร้อมแสดงความหวังว่าไทยจะยังคงยึดมั่นในแนวทางการเจรจาโดยสันติ และดำเนินกระบวนการแก้ไขข้อพิพาทให้สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ

