กลุ่ม สว.สำรอง ออกมาแสดงจุดยืนต่อกรณีที่มีกระแสข่าวว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อาจขยายกรอบเวลาพิจารณาคดีฮั้วเลือก สว. จากเดิมที่คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม 2569 ไปเป็นเดือนกันยายน โดย พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว แกนนำกลุ่ม สว.สำรอง ระบุว่า แม้ กกต.จะมีอำนาจตามกฎหมายในการขยายเวลา แต่หากเหตุผลไม่สมควร หรือขัดต่อคำมั่นที่เคยประกาศต่อสาธารณะ อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน และเปิดช่องให้มีการดำเนินคดีตามกฎหมายฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
สว.สำรองตั้งข้อสังเกต กกต. หากเลื่อนคดีฮั้วอาจขัดคำมั่นต่อสาธารณะ
พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว แกนนำกลุ่ม สว.สำรอง ซึ่งติดตามการตรวจสอบกระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภามาอย่างต่อเนื่องตลอดกว่า 2 ปี กล่าวถึงกระแสข่าวการขยายเวลาพิจารณาคดีฮั้ว สว.ว่า ในแง่กฎหมาย กกต.มีอำนาจใช้ดุลพินิจขยายเวลาได้ หากเห็นว่าพยานหลักฐานยังไม่ครบถ้วนและมีความจำเป็นต่อการวินิจฉัย
อย่างไรก็ตาม เขามองว่าประเด็นสำคัญอยู่ที่ก่อนหน้านี้ ประธาน กกต. และกรรมการบางรายเคยให้สัมภาษณ์ต่อสาธารณะหลายครั้งว่าจะเร่งพิจารณาคดีให้แล้วเสร็จภายในกรอบเวลาที่กำหนด จึงทำให้สังคมเกิดความคาดหวัง หากมีการเลื่อนออกไปโดยไม่มีเหตุผลที่ชัดเจน ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือขององค์กร
ชี้หากละเว้นหน้าที่ อาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมาย
แกนนำกลุ่ม สว.สำรอง ระบุเพิ่มเติมว่า หากการขยายเวลามีเหตุผลที่ไม่สมควร หรือมีผู้เห็นว่าการดำเนินการของ กกต.ไม่เป็นไปตามกฎหมาย ก็สามารถใช้สิทธินำเรื่องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบของศาลได้
เขาอ้างถึงบทบัญญัติของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 รวมถึงพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งกำหนดให้กรรมการและเจ้าหน้าที่ กกต.ต้องปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต หากละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ อาจมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีตามที่กฎหมายกำหนด
พล.ต.ท.คำรบ ระบุว่า หากพบพฤติการณ์ที่เข้าข่ายละเลยหรือจงใจไม่ดำเนินการตามหน้าที่ กลุ่ม สว.สำรองพร้อมใช้ช่องทางตามกฎหมายเพื่อยื่นตรวจสอบและดำเนินคดีในลำดับต่อไป
มองคดีฮั้ว สว. เป็นบททดสอบสำคัญต่อความเชื่อมั่นของ กกต.
เมื่อถูกถามว่า หากผลวินิจฉัยของ กกต.ออกมาสวนทางกับความคาดหวังของสังคม จะส่งผลต่อศรัทธาที่มีต่อองค์กรอิสระหรือไม่ พล.ต.ท.คำรบ ระบุว่า ปัจจุบัน กกต.กำลังเผชิญวิกฤตความเชื่อมั่นอย่างหนัก เนื่องจากคดีฮั้ว สว.ดำเนินมายาวนานกว่า 2 ปีโดยยังไม่มีข้อยุติ
อย่างไรก็ตาม เขามองว่ายังเป็นโอกาสที่ กกต.จะฟื้นฟูความน่าเชื่อถือ หากสามารถวินิจฉัยคดีบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน โดยปราศจากแรงกดดันทางการเมือง พร้อมย้ำว่า กลุ่ม สว.สำรองไม่ได้เรียกร้องให้ กกต.ตัดสินไปตามกระแสสังคม แต่ต้องการให้ยึดหลักฐานเป็นสำคัญ
ย้ำต้องใช้มาตรฐานเดียวกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด
พล.ต.ท.คำรบ กล่าวว่ากลุ่ม สว.สำรองเชื่อมั่นในพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวน และเห็นว่ากระบวนการเลือก สว.มีข้อสงสัยเรื่องความสุจริตจริง โดยการพิจารณาควรใช้มาตรฐานเดียวกับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคน ไม่ควรเลือกดำเนินคดีเฉพาะบางกลุ่ม
เขาเปรียบเทียบกับกรณีการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น ซึ่งเมื่อพบความผิดปกติในกระบวนการสอบ ก็มีการเพิกถอนผลสอบทั้งหมด ไม่ใช่เพียงบางส่วน พร้อมย้ำว่า หากต้นทางของกระบวนการมีปัญหา ผลที่เกิดขึ้นทั้งหมดก็ควรได้รับการตรวจสอบภายใต้หลักเกณฑ์เดียวกัน
ระบุมีแรงกดดันทางการเมือง พร้อมเรียกร้อง กกต.ยืนบนหลักนิติธรรม
แกนนำกลุ่ม สว.สำรอง ยังกล่าวถึงกระแสแรงกดดันทางการเมืองที่อาจมีต่อการพิจารณาคดี โดยระบุว่าที่ผ่านมา กลุ่มได้เคยส่งจดหมายเปิดผนึกถึงบุคคลที่ถูกกล่าวถึงในกระแสข่าว เพื่อเรียกร้องให้ยุติการแทรกแซง และเปิดโอกาสให้ กกต.ปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นอิสระ
เขาย้ำว่า จุดยืนของกลุ่มไม่ใช่การเรียกร้องตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา แต่ต้องการให้ข้อเท็จจริงปรากฏต่อสังคม และให้กระบวนการตรวจสอบเป็นไปอย่างสุจริต โปร่งใส และเป็นธรรม เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของระบบการเลือกตั้งไทย

