นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินหน้ายกระดับมาตรการปราบปรามอาชญากรรมทางการเงินและเครือข่ายทุนสีเทา ด้วยการออก 3 มาตรการสำคัญเพื่ออุดช่องโหว่การฟอกเงินผ่านสินทรัพย์มูลค่าสูง ทั้งทองคำและสินทรัพย์ดิจิทัล ในการประชุมเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินหรือ Data Bureau เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 โดยสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.), ก.ล.ต. และ ธนาคารแห่งประเทศไทย เร่งดำเนินการอย่างเข้มงวด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบเส้นทางการเงินและสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจไทย
สั่ง ปปง. ลดเพดานรายงานร้านทอง ปิดช่องฟอกเงินสินทรัพย์มูลค่าสูง
นายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ สำนักงาน ปปง. พิจารณาปรับลดเพดานวงเงินการซื้อขายทองคำที่ร้านทองต้องรายงานต่อรัฐ จากเดิมที่กำหนดไว้ตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป ให้ลดลงมาอยู่ในระดับที่เหมาะสมมากขึ้น เพื่อให้การตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินมีความละเอียดและทันต่อพฤติการณ์หลบเลี่ยงกฎหมาย
ทั้งนี้ การปรับลดเพดานจะดำเนินการในลักษณะขั้นบันได เพื่อไม่กระทบต่อการค้าขายโดยสุจริต แต่สามารถติดตามเส้นทางการเงินที่ผิดปกติได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการสกัดการฟอกเงินผ่านทองคำที่ยังคงถูกใช้เป็นช่องทางหลักของกลุ่มทุนสีเทา
คุมเข้มค้าทองออนไลน์ สั่งสรรพากรทำบัญชีพิเศษ
อีกหนึ่งมาตรการสำคัญ คือการสั่งปรับปรุงประกาศกระทรวงการคลัง เพื่อควบคุมการซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยเฉพาะกรณีที่ไม่มีการส่งมอบทองคำจริง ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกใช้เป็นเครื่องมือโยกย้ายเงินผิดกฎหมาย
นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ กรมสรรพากร จัดทำบัญชีพิเศษสำหรับผู้ให้บริการซื้อขายทองคำออนไลน์ เพื่อให้สามารถตรวจสอบรายได้และธุรกรรมได้อย่างเป็นระบบ พร้อมกันนี้ยังให้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ศึกษาแนวทางการจัดเก็บ “ภาษีธุรกิจเฉพาะ” กับกลุ่มธุรกิจดังกล่าว เพื่อสร้างความเป็นธรรมทางภาษี และเพิ่มความโปร่งใสในระบบการเงิน
กำชับ ก.ล.ต. ใช้ Travel Rule คุมคริปโต ป้องกันโยกเงินหนีคดี
ในส่วนของสินทรัพย์ดิจิทัล นายอนุทิน ชาญวีรกูล ระบุว่า ได้มอบหมายให้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) บังคับใช้หลักเกณฑ์ Travel Rule อย่างเคร่งครัดกับผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัลทุกราย
หลักเกณฑ์ดังกล่าวกำหนดให้ต้องจัดเก็บข้อมูลธุรกรรมการโอนระหว่างกระเป๋าเงินดิจิทัลหรือ Wallet อย่างชัดเจน เพื่อให้สามารถตรวจสอบตัวตนของผู้โอนและผู้รับได้อย่างทันท่วงที ลดความเสี่ยงในการโยกย้ายทรัพย์สินเพื่อหลบเลี่ยงการบังคับใช้กฎหมาย และเพิ่มศักยภาพการติดตามเส้นทางการเงินในคดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ
ย้ำดูทั้งระบบดิจิทัลและอนาล็อก สร้างความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย
นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรการที่ออกมาครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเฉพาะระบบดิจิทัลเท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงระบบการเงินแบบดั้งเดิมหรืออนาล็อก ซึ่งยังคงถูกใช้เป็นช่องทางฟอกเงินในหลายกรณี โดยเฉพาะการซื้อขายสินทรัพย์มูลค่าสูง
เขาย้ำว่า การดำเนินการอย่างจริงจังจะช่วยปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน เพิ่มความโปร่งใสในระบบเศรษฐกิจ และเสริมสร้างความเชื่อมั่นจากนานาประเทศต่อมาตรฐานการป้องกันการฟอกเงินของประเทศไทยในระยะยาว



