การเมืองไทยจับตาวันที่ 8 พฤษภาคมนี้ เมื่อวุฒิสภานัดประชุมคณะกรรมการสรรหา กสทช. ชุดเดิม เพื่อตรวจสอบข้อร้องเรียนเกี่ยวกับคุณสมบัติของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. โดยการประชุมที่รัฐสภาครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นจุดตัดสินสำคัญของคดี ซึ่งอาจกำหนดทิศทางทั้งสถานะของประธานองค์กรอิสระและความรับผิดชอบของฝ่ายบริหาร ขณะเดียวกันยังเกิดข้อถกเถียงทางกฎหมายถึงอำนาจของคณะกรรมการสรรหาว่ายังสามารถทำหน้าที่วินิจฉัยได้หรือไม่
นัดประชุม 8 พ.ค. จุดตัดสินสถานะประธาน กสทช.
แหล่งข่าวจากวุฒิสภาเปิดเผยว่า สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาได้เชิญประชุมคณะกรรมการสรรหา กสทช. ชุดเดิม ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 เวลา 08.30 น. ณ อาคารรัฐสภา เพื่อพิจารณาหนังสือร้องเรียนที่พุ่งเป้าไปยังคุณสมบัติของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ซึ่งดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. คนปัจจุบัน
แม้เอกสารกำหนดการประชุมจะระบุเพียงหัวข้อ “พิจารณา” โดยไม่แจกแจงรายละเอียด แต่แหล่งข่าวยืนยันว่า ประเด็นหลักคือการพิจารณาคุณสมบัติของประธาน กสทช. ซึ่งอาจนำไปสู่การวินิจฉัยสถานะในตำแหน่งอย่างเป็นทางการ
เกมกฎหมาย “ตัดตอน” สกัดแรงกดดันถึงนายกฯ
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ถูกมองในแวดวงการเมืองว่าเป็นความพยายาม “ตัดตอน” ปัญหาตั้งแต่ต้นทาง เพื่อไม่ให้แรงกดดันทางกฎหมายไหลไปถึงนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหาร
เนื่องจากหากไม่มีองค์กรใดชี้ขาดข้อร้องเรียนดังกล่าว อาจเปิดช่องให้เกิดการกล่าวหาว่าฝ่ายบริหารละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 ซึ่งเป็นความผิดทางอาญาของเจ้าหน้าที่รัฐ ดังนั้น การดึงคณะกรรมการสรรหากลับมาพิจารณาจึงอาจเป็นกลไกหนึ่งในการลดแรงกระแทกทางการเมือง
ถกเดือดอำนาจ “คณะกรรมการสรรหา” ยังมีอยู่หรือไม่
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกตั้งคำถามคือ สถานะของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ชุดเดิม ว่ายังคงมีอำนาจตามกฎหมายหรือไม่ หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจในการคัดเลือกบุคคลและส่งรายชื่อให้วุฒิสภาพิจารณาแล้ว
ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการประชุมมองว่า คณะกรรมการสรรหา “สิ้นสภาพ” ไปแล้ว จึงไม่สามารถย้อนกลับมาวินิจฉัยปัญหาที่เกิดขึ้นภายหลังได้ ขณะที่อีกฝ่ายเห็นว่า หากไม่ดำเนินการใด ๆ ปัญหาจะถูกปล่อยค้างและส่งผลกระทบในวงกว้างมากขึ้น
หากชี้ขาด “ขาดคุณสมบัติ” นายกฯ ต้องดำเนินการทันที
ในทางกฎหมาย พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ กำหนดว่า หากกรรมการ กสทช. ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม จะต้องนำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง
นั่นหมายความว่า หากคณะกรรมการสรรหามีมติชี้ว่า นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ขาดคุณสมบัติ ขั้นตอนถัดไปจะเข้าสู่กระบวนการที่นายกรัฐมนตรีต้องดำเนินการตามกฎหมายทันที ซึ่งอาจส่งผลสะเทือนต่อทั้งองค์กร กสทช. และฝ่ายบริหาร
ปมกฎหมายซับซ้อน หลังกฤษฎีกาไม่รับตีความ
ก่อนหน้านี้ ประเด็นคุณสมบัติของประธาน กสทช. เคยถูกส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณา แต่ไม่ได้รับตีความ โดยระบุว่าเป็นอำนาจของคณะกรรมการสรรหาโดยตรง
การปฏิเสธดังกล่าวทำให้ “ทางออกภายนอก” ถูกปิดลง และแรงกดดันจึงย้อนกลับมาที่คณะกรรมการสรรหาอีกครั้ง กลายเป็นเหตุให้การประชุมวันที่ 8 พฤษภาคม ถูกจับตามองในฐานะเวทีชี้ขาดหลักของปมปัญหานี้
องค์ประกอบกรรมการสรรหาไม่ครบ จุดชนวนข้อโต้แย้งใหม่
อีกประเด็นที่เพิ่มความซับซ้อนคือ องค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหาชุดเดิม ซึ่งปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากกรรมการบางรายพ้นจากตำแหน่งเดิมไปแล้ว
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดข้อสงสัยว่า คณะกรรมการยังมีองค์ประกอบครบถ้วนตามกฎหมายหรือไม่ และสามารถใช้อำนาจตัดสินใจได้หรือเปล่า ซึ่งอาจกลายเป็นประเด็นทางกฎหมายใหม่ หากมีการทักท้วงในภายหลัง
ไทม์ไลน์ปม “สรณ” จากสรรหาสู่ชั้น ป.ป.ช.
หากย้อนกลับไป จุดเริ่มต้นของประเด็นนี้มาจากกระบวนการสรรหาในปี 2564 ก่อนที่วุฒิสภาจะให้ความเห็นชอบและมีการแต่งตั้ง นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ เป็นประธาน กสทช. ในปี 2565
ต่อมามีข้อสงสัยเกี่ยวกับคุณสมบัติย้อนหลัง จนเข้าสู่การตรวจสอบของคณะกรรมาธิการวุฒิสภา และถูกยกระดับเข้าสู่การพิจารณาของหน่วยงานตรวจสอบอย่าง ป.ป.ช. ในปี 2569 ทำให้ประเด็นนี้กลายเป็นคดีสำคัญในแวดวงองค์กรอิสระ
เดิมพันใหญ่ 8 พ.ค. ใครจะเป็นผู้ “ชี้ขาด” เกมนี้
การประชุมคณะกรรมการสรรหาในวันที่ 8 พฤษภาคม จึงไม่ใช่เพียงการพิจารณาหนังสือร้องเรียนทั่วไป แต่เป็นการตัดสินใจเชิงโครงสร้างว่า ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบในการ “ชี้ขาด” ปมข้อกฎหมายที่เกิดขึ้น
หากมีการวินิจฉัยอย่างชัดเจน ปัญหาอาจจบลงในระดับต้นทาง แต่หากการประชุมไม่เกิดขึ้นหรือไม่สามารถหาข้อยุติได้ แรงกดดันอาจขยายวงไปยังสำนักงาน กสทช. คณะกรรมการ กสทช. และรัฐบาลในภาพรวม

