“ภคมน หนุนอนันต์” หรือ “ลิซ่า” สส.พรรคประชาชน ออกมาเปิดประเด็นตั้งคำถามต่อการปรับนิยามโครงการ USO ของ กสทช. หลังมีความพยายามขยายขอบเขตแผนบริการโทรคมนาคมพื้นฐานให้ครอบคลุม “อุปกรณ์สำหรับผู้ป่วยติดเตียง” ซึ่งถูกมองว่าอาจเกินกรอบอำนาจหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. โดยข้อสงสัยยิ่งทวีความเข้มข้น หลังมีข้อมูลว่าบริษัทเอกชนรายหนึ่งได้เสนอแพลตฟอร์มดูแลผู้ป่วยติดเตียง มูลค่ากว่า 1,500 ล้านบาท ให้กับหน่วยงานในกระทรวงสาธารณสุข ภายใต้ชื่อโครงการที่อ้างอิงแผน USO ก่อนนิยามใหม่จะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ
ปมแก้นิยาม USO สะเทือนคำถามเรื่องขอบเขตอำนาจ กสทช.
ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นหลัง กสทช. เปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ หรือ Public Hearing เมื่อวันที่ 29 เมษายนที่ผ่านมา เกี่ยวกับแผน USO ฉบับที่ 4 ซึ่งมีการขยายกรอบระยะเวลาดำเนินงานออกไปอีก 2 ปี พร้อมเสนอแนวทางการปรับนิยามของโครงการออกเป็น 3 รูปแบบ
สำหรับโครงการ USO หรือ Universal Service Obligation เป็นภารกิจสำคัญของ กสทช. ที่มีเป้าหมายลดความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงบริการโทรคมนาคม โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล ชายขอบ หรือพื้นที่ที่ประชาชนยังเข้าไม่ถึงอินเทอร์เน็ตและโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล
อย่างไรก็ตาม จุดที่ถูกจับตามากที่สุดคือ “แนวทางที่ 3” ซึ่งมีการเพิ่มรายละเอียดเกี่ยวกับอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการโทรคมนาคม รวมถึงอุปกรณ์สำหรับผู้ป่วยติดเตียง จนเกิดข้อสงสัยว่าอาจขยายขอบเขตเกินจากภารกิจเดิมของ กสทช. ที่มีหน้าที่ด้านบริการสื่อสารและโทรคมนาคมเท่านั้น

ข้อสงสัยเอกชนรู้ล่วงหน้า เสนอโปรเจกต์ก่อนนิยามใหม่มีผล
ข้อมูลที่ถูกเผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊กของ “ลิซ่า ภคมน หนุนอนันต์” ระบุว่า ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา มีบริษัทเอกชนรายหนึ่งทำหนังสือถึงหน่วยงานในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อเสนอแพลตฟอร์มดูแลผู้ป่วยติดเตียง พร้อมอุปกรณ์รองรับจำนวน 50,000 ครัวเรือน ในพื้นที่ 24 จังหวัด
โครงการดังกล่าวมีมูลค่ารวมประมาณ 1,500 ล้านบาท และถูกอ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของแผน USO พร้อมเชิญชวนให้หน่วยงานด้านสาธารณสุขเข้าร่วมเป็นภาคีทางการแพทย์
ข้อสงสัยสำคัญจึงอยู่ที่ บริษัทเอกชนรับทราบได้อย่างไรว่าจะมีการเพิ่มนิยามเฉพาะเกี่ยวกับอุปกรณ์ผู้ป่วยติดเตียงเข้าไปในแผน USO ทั้งที่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะยังไม่สิ้นสุด และยังไม่มีการประกาศใช้เป็นทางการ
ตั้งคำถามเอื้อเอกชนหรือไม่ หลังงบพุ่งแตะ 1.5 พันล้าน
การตั้งข้อสังเกตของ ภคมน หนุนอนันต์ ยังพุ่งเป้าไปที่ความเป็นไปได้ว่า การแก้ไขนิยามหรือระเบียบในแผน USO อาจถูกออกแบบเพื่อรองรับการจัดซื้อจัดจ้างเฉพาะทางให้กับเอกชนบางรายหรือไม่
เนื่องจากรูปแบบของโครงการที่เอกชนเสนอ มีลักษณะสอดคล้องกับรายละเอียดในแนวทางที่ 3 ของแผน USO อย่างใกล้ชิด จนถูกตั้งคำถามว่าอาจเป็นการ “ล็อกสเปก” ผ่านนิยามใหม่ เพื่อเปิดทางให้เกิดโครงการขนาดใหญ่ที่ใช้งบประมาณสูง
นักวิชาการด้านนโยบายสาธารณะบางส่วนมองว่า หากการดำเนินโครงการใดใช้งบประมาณจากกองทุน USO ซึ่งเป็นเงินที่จัดเก็บจากผู้ประกอบการโทรคมนาคม จำเป็นต้องมีความชัดเจนด้านอำนาจหน้าที่ วัตถุประสงค์ และกลไกตรวจสอบ เพื่อป้องกันปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนหรือการใช้งบประมาณนอกกรอบภารกิจ
กองทุน USO คืออะไร
กองทุน USO เป็นกลไกสำคัญภายใต้ กสทช. ที่ใช้สนับสนุนการเข้าถึงบริการโทรคมนาคมขั้นพื้นฐานของประชาชน เช่น อินเทอร์เน็ตในพื้นที่ห่างไกล ศูนย์ดิจิทัลชุมชน หรือโครงสร้างพื้นฐานด้านสื่อสารในพื้นที่ขาดโอกาส
ที่ผ่านมา โครงการภายใต้ USO เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์หลายครั้งเกี่ยวกับความโปร่งใส การจัดซื้อจัดจ้าง และประสิทธิภาพการใช้งบประมาณ ทำให้ทุกความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการขยายกรอบภารกิจหรือการเพิ่มนิยามใหม่ ถูกจับตามองจากทั้งฝ่ายการเมืองและภาคประชาชน
ขณะนี้ยังไม่มีคำชี้แจงอย่างเป็นทางการจาก กสทช. หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อข้อกล่าวหาและข้อสงสัยที่เกิดขึ้น แต่ประเด็นดังกล่าวเริ่มกลายเป็นอีกหนึ่งแรงกดดันสำคัญต่อการบริหารกองทุน USO และกระบวนการกำหนดนโยบายดิจิทัลของรัฐในอนาคต

