นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ณ เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ระหว่างวันที่ 7-9 พฤษภาคม 2569 โดยใช้เวทีดังกล่าวย้ำจุดยืนของไทยในการส่งเสริมสันติภาพ การแก้ไขปัญหาผ่านการเจรจา และการผลักดันความร่วมมือระดับภูมิภาค ขณะที่ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลการหารือระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยยืนยันว่าไม่มีการเจรจาเรื่องปักปันเขตแดนหรือเปิดพรมแดน แต่เน้นการสร้างความเชื่อมั่นและรักษาเสถียรภาพความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศภายใต้กรอบกฎหมายสากล
ไทย-ฟิลิปปินส์หนุนอาเซียนเข้มแข็ง ดันความร่วมมือหลายมิติ
เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นฟิลิปปินส์ ที่โรงแรมแชงกรีลา มักตัน เมืองเซบู นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้หารือทวิภาคีกับ นายแฟร์ดีนันด์ มาร์โคส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ในโอกาสเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 โดยทั้งสองฝ่ายแสดงความพึงพอใจต่อผลการประชุมที่ดำเนินไปอย่างราบรื่นและเกิดผลลัพธ์เชิงรูปธรรม
นายกรัฐมนตรีไทยกล่าวขอบคุณฟิลิปปินส์ในฐานะเจ้าภาพ พร้อมชื่นชมบทบาทของรัฐบาลฟิลิปปินส์ในการผลักดันการหารือสามฝ่าย ซึ่งเปิดโอกาสให้ประเทศสมาชิกสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาและสร้างสรรค์ จนนำไปสู่ความเข้าใจร่วมกันในหลายประเด็นสำคัญของภูมิภาค
ทั้งนี้ ไทยและฟิลิปปินส์ยังหารือความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหาร การค้า การลงทุน และพลังงาน เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงของภูมิภาคอาเซียนในระยะยาว รวมถึงเห็นพ้องในการยกระดับความร่วมมือด้านการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะปัญหาการหลอกลวงทางออนไลน์ที่กำลังเป็นความท้าทายสำคัญของภูมิภาค
“รัชดา” แจงถกกัมพูชา มุ่งสันติภาพ ไม่แตะปมเขตแดน
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก เปิดเผยว่า ในวันแรกของการประชุม นายกรัฐมนตรีไทยได้เข้าหารือสามฝ่ายร่วมกับ สมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาแนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ เพื่อหารือสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชา
ฝ่ายไทยเข้าร่วมการหารือด้วยท่าทีสร้างสรรค์ พร้อมคณะผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศและฝ่ายความมั่นคง เพื่อยืนยันจุดยืนของประเทศไทยที่ยึดมั่นในแนวทางสันติภาพ ควบคู่กับการรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ โดยนายกรัฐมนตรีไทยย้ำว่า ไทยและกัมพูชามีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิดในหลายมิติ และความขัดแย้งย่อมนำมาซึ่งผลกระทบต่อทุกฝ่าย
การหารือดังกล่าวนำไปสู่ความเห็นพ้องในการมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศร่วมกันจัดทำมาตรการสร้างความเชื่อมั่นในทางปฏิบัติ โดยเริ่มจากประเด็นที่สามารถดำเนินการร่วมกันได้ทันที เพื่อฟื้นฟูความไว้วางใจและเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกัน
อย่างไรก็ตาม โฆษกรัฐบาลยืนยันอย่างชัดเจนว่า การหารือครั้งนี้ไม่มีการเจรจาเรื่องการปักปันเขตแดน หรือการเปิดพรมแดนแต่อย่างใด โดยฝ่ายไทยยังคงยึดมั่นในหลักการรักษาผลประโยชน์ของชาติ และดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด
ดัน “ASEAN Power Grid” เสริมความมั่นคงพลังงานภูมิภาค
ระหว่างการประชุมเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นายกรัฐมนตรีไทยได้เสนอแนวทางผลักดันโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน หรือ ASEAN Power Grid รวมถึงการใช้กลไกความมั่นคงด้านปิโตรเลียมอาเซียน และการสนับสนุนการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียน เพื่อสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานของภูมิภาคในระยะยาว
ที่ประชุมยังเห็นชอบ “พิธีสารเซบู” เพื่อแก้ไขกฎบัตรอาเซียน รองรับการเข้าเป็นสมาชิกของติมอร์-เลสเต พร้อมร่วมรับรองแถลงการณ์สำคัญ 4 ฉบับ ครอบคลุมความร่วมมือทางทะเล การรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง การบริหารจัดการภัยพิบัติ และการส่งเสริมบทบาทเยาวชนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีไทยยังหารือทวิภาคีกับผู้นำหลายประเทศในอาเซียน ทั้งเวียดนาม สิงคโปร์ และมาเลเซีย โดยเน้นการขยายมูลค่าการค้า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานชายแดน และความร่วมมือด้านพลังงาน เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันของอาเซียนในเวทีโลก
ไทยย้ำบทบาทสร้างเสถียรภาพอาเซียนบนเวทีโลก
รัฐบาลไทยระบุว่า การเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้สะท้อนบทบาทของไทยในการผลักดันให้อาเซียนมีเอกภาพและมีบทบาทมากขึ้นในเวทีระหว่างประเทศ โดยยึดหลักการเจรจา สันติภาพ และความร่วมมือเชิงสร้างสรรค์ ควบคู่กับการรักษาผลประโยชน์และอธิปไตยของประเทศ

