โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน มูลค่ากว่า 224,544 ล้านบาท กำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญ หลัง บริษัท เอเชีย เอราวัน จำกัด ผู้รับสัมปทานในกลุ่ม ซีพี แจ้งต่อ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ว่า หากภาครัฐไม่เห็นชอบการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุน อาจไม่สามารถเดินหน้าโครงการต่อได้ เนื่องจากสถาบันการเงินไม่อนุมัติสินเชื่อจากความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น โดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือนในการสรุปแนวทาง ก่อนเสนอให้บอร์ด EEC พิจารณาตัดสินอนาคตของเมกะโปรเจ็กต์สำคัญของประเทศ
รฟท.เผยปัญหาสินเชื่อเป็นอุปสรรคหลัก กระทบอนาคตโครงการ
นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมระหว่าง รฟท. สกพอ. และบริษัท เอเชีย เอราวัน จำกัด เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 ว่า ภาคเอกชนได้แจ้งอย่างชัดเจนว่า สถาบันการเงินยังไม่อนุมัติเงินกู้สำหรับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน เนื่องจากประเมินว่าความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของโครงการเปลี่ยนแปลงไปจากช่วงเริ่มต้น
ปัจจัยสำคัญมาจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโควิด-19 รวมถึงพฤติกรรมการเดินทางของประชาชนที่เปลี่ยนแปลง ส่งผลให้ประมาณการจำนวนผู้โดยสารลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้โครงการร่วมลงทุนภาครัฐและเอกชน (PPP) ซึ่งพึ่งพาแหล่งเงินกู้เป็นหลัก เผชิญข้อจำกัดด้านการระดมทุนและกระทบต่อการดำเนินงานโดยตรง
บอร์ด EEC เตรียมพิจารณา 2 ทางเลือกชี้ชะตาโครงการ
ขณะนี้ รฟท. เตรียมเสนอแนวทางให้ คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (บอร์ด EEC) พิจารณา โดยมี 2 ทางเลือกหลัก ได้แก่
- เห็นชอบให้แก้ไขสัญญาร่วมลงทุนตามแนวทางที่เคยได้รับความเห็นชอบจากบอร์ด EEC และผ่านการพิจารณาของสำนักงานอัยการสูงสุด ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติต่อไป
- ไม่เห็นชอบให้แก้ไขสัญญา ซึ่งจะนำไปสู่กระบวนการสิ้นสุดสัญญาร่วมลงทุน และเปิดการเจรจาระหว่างภาครัฐกับเอกชนเพื่อกำหนดรายละเอียดการยุติโครงการตามเงื่อนไขในสัญญา
นายอนันต์ยอมรับว่า หากไม่สามารถแก้ไขสัญญาได้ ก็มีความเป็นไปได้ที่กลุ่มซีพีจะตัดสินใจยุติการลงทุน โดยทุกฝ่ายรับทราบถึงผลกระทบของแต่ละแนวทางแล้ว แต่ยังต้องรอมติจากบอร์ด EEC ซึ่งจะเป็นผู้กำหนดทิศทางของโครงการในระยะต่อไป
คาดใช้เวลา 2 เดือนประเมินผลกระทบ ก่อนเสนอคณะกรรมการ
ผู้ว่าการ รฟท. ระบุว่า หน่วยงานจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือนในการรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ผลกระทบทั้งในด้านกฎหมาย การเงิน และการบริหารโครงการ ก่อนเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการบริหารสัญญา คณะกรรมการกำกับโครงการ และบอร์ด EEC ตามลำดับ
หากโครงการต้องยุติลงจริง รฟท. จะต้องจัดทำแนวทางรองรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบรางในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยใช้โครงข่ายรถไฟสายตะวันออกที่มีอยู่เป็นฐาน ขณะที่การเปิดประมูลใหม่หรือการดำเนินโครงการในรูปแบบอื่น จะขึ้นอยู่กับนโยบายของ EEC ในอนาคต
โครงการเกี่ยวเนื่องยังเดินหน้าต่อ แม้ไฮสปีดไม่แน่นอน
แม้โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินจะยังเผชิญความไม่แน่นอน แต่โครงการโครงสร้างพื้นฐานหลายส่วนยังสามารถดำเนินการได้ตามแผน โดยเฉพาะโครงการรถไฟไทย–จีน สัญญา 4-1 ช่วงบางซื่อ–ดอนเมือง ซึ่ง รฟท. เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อขอปรับกรอบวงเงินลงทุน พร้อมเร่งออกแบบและจัดหาผู้รับจ้าง
นอกจากนี้ โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงส่วน Missing Link รวมถึงอุโมงค์ลอดใต้รันเวย์เชื่อมอาคารผู้โดยสารสนามบินอู่ตะเภา สามารถแยกขอบเขตการดำเนินงานออกจากโครงการไฮสปีดได้ ทำให้การก่อสร้างยังสามารถเดินหน้าต่อโดยไม่ต้องรอข้อยุติของสัญญาหลัก
แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ และการยุติสัญญายังต้องรอข้อสรุป
อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจคือ การบริหารเดินรถ แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ซึ่งปัจจุบันอยู่ภายใต้การดำเนินงานของกลุ่มซีพีตามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่จะสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายน 2569 โดย รฟท. ระบุว่าจะเตรียมมาตรการรองรับเพื่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้โดยสารน้อยที่สุด และจะกำหนดแนวทางระยะยาวหลังได้ข้อสรุปของสัญญาหลัก
ด้าน นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง ในฐานะประธานคณะกรรมการ รฟท. กล่าวว่า หากต้องเข้าสู่กระบวนการยุติสัญญา จำเป็นต้องพิจารณาข้อกำหนดในสัญญาอย่างละเอียด ทั้งกรณีสิ้นสุดตามเงื่อนไขสัญญา การไม่สามารถออกหนังสือเริ่มงาน (Notice to Proceed: NTP) หรือเหตุสุดวิสัยที่เกิดจากภาครัฐหรือภาคเอกชน เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามกรอบกฎหมาย
โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน เป็นเมกะโปรเจ็กต์สำคัญภายใต้เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่ลงนามร่วมลงทุนตั้งแต่ปี 2561 โดยมีเป้าหมายเชื่อมสนามบินดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา เพื่อยกระดับระบบคมนาคมของประเทศ อย่างไรก็ตาม การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้การดำเนินโครงการล่าช้าและเกิดการเจรจาแก้ไขสัญญาต่อเนื่องหลายปี จนถึงปัจจุบันยังไม่มีข้อยุติ

